“บิ๊กโจ๊ก เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนสน.บางรัก”

“บิ๊กโจ๊ก เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนสน.บางรัก”

 

วันที่ 8 มกราคม 2563 เวลา 12.30 น. อดีตผบช.สตม.พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้เดินทางมาให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน สน.บางรัก โดยท่านพล.ต.อ.สุรชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.เดินทางมาสอบปากคำด้วยตนเอง จากกรณีเมื่อค่ำวันที่ 6 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา มีคนร้ายลอบยิงปืน 8 นัด ใส่รถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส สีขาว ทะเบียน 9กจ351 กทม. ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษนายกรัฐมนตรี อดีต ผบช.สตม. ภายหลังจอดรถไว้และไปใช้บริการที่ร้านนวดแห่งหนึ่งในซอยสาริกา ก่อนคนร้ายจะขับขี่จักรยานยนต์ฮอนด้าคลิก สีดำหลบหนีไปโดยมุ่งหน้าแยกสามย่าน ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 มกราคม ที่ สน.บางรัก พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.พร้อม พล.ต.ต.สุคุณ พรหมมายน รอง ผบช.น.และ พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.บางรัก สอบปากคำ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษนายกรัฐมนตรี อดีต ผบช.สตม.เพื่อติดตามความคืบหน้าในคดีดังกล่าว ซึ่งมีสื่อมวลชนหลายสำนักมาเฝ้ารอที่ สน.บางรัก ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล กล่าวว่า ได้นำเอกสารแจ้งปัญหาข้อขัดข้องกรณีปิดการใช้งานระบบ PIBEC และใช้งานระบบ BIOMETRICS มามอบให้กับพนักงานสอบสวน เนื่องจากส่วนตัวเชื่อว่าสาเหตุที่ถูกคนร้ายลอบยิงรถนั้น เกิดจากผู้ที่เสียประโยชน์จากโครงการนี้ ยืนยันว่าตนไม่ได้สร้างภาพ สร้างสถานการณ์ เพราะไม่มีมีมูลเหตุจูงใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร เพราะรถก็เสียหาย และตนเป็นผู้ถูกกระทำ ขณะเดียวกัน เมื่อสองปีก่อนมีเหตุคนร้ายยิงรถของนักข่าว และจนขณะนี้ก็ยังจับไม่ได้ ทำให้เชื่อว่าเป็นแผนประทุษกรรมเดียวกัน คนวงในก็ต้องรู้ว่าใครยิง

ส่วนประเด็นที่มองว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งจากโครงการไบโอเมตริกซ์นั้น เมื่อครั้งที่ตนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้เซ็นต์หนังสือ 2 ฉบับ ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ยกเลิกโครงการดังกล่าวเนื่องจากล่าช้าและส่งงานไม่ทัน อีกทั้งยังเปลี่ยนผู้บัญชาการมาถึง 2 คนก็ไม่แล้วเสร็จ และไม่มีใครดำเนินการยกเลิกโครงการดังกล่าว ถ้าตนไม่พบความผิดจริงก็ไม่เซ็นต์ยกเลิก เพราะบริษัทคู่สัญญาจะมาฟ้องตนได้ และที่ไม่ถูกฟ้องเพราะตนทำตามหน้าที่ โดยก่อนนี้ มีคนประสานมานัดพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายท่านหลายครั้งแต่ตนไม่ได้ไป อีกทั้งยังมี รองง ผบช.สตม.บางรายถูกย้ายไปทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเนื่องจากถูกกดดันให้เซ็นต์ตั้งกรรมการตรวจสอบวินัยกับตนเอง แต่ตำรวจนายนี้ไม่ยอมเซ็นต์ และขอทำตามระเบียบก็ถูกย้าย ยืนยันว่าทุกขั้นตอนที่ตนดำเนินการสามารถตรวจสอบได้

 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อ สำหรับบุคคลที่ต้องสงสัยนั้น ตนพอมีข้อมูลแต่ไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นใคร หากไม่ใช่คนมีอำนาจก็ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้ ถ้าตนเป็น ผบ.ตร.และจับคนร้ายไม่ได้ก็ต้องออกมารับผิดชอบ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต และที่ผ่านมาในหลายคดีก็มีตำรวจเก่งๆ ย้ายเข้ามาสังกัดในนครบาล แต่คดีของตนเข้าสู่วันที่ 3 แล้วแต่ยังไม่มีวี่แวว จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้อย่างไร ทั้งยังเกิดในใจกลางเมืองด้วย เมื่อตนยังเป็นตำรวจ ยังสามารถตามจับกุมคนร้ายคดีเชอร์รี่ฆ่าหั่นศพที่หลบหนีไปประเทศกัมพูชาได้ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ส่วนทางด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดคุยอะไรกับตน ทั้งท่านก็ไม่ได้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของผู้บัญชาการปัจจุบัน

 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุการณ์ที่มาเกิดในช่วงนี้ คาดว่าใกล้ถึงเวลาที่ ป.ป.ช.จะเรียกสอบพยานที่เกี่ยวข้องกับโครงการไบโอเมตริกซ์ พร้อมประสานมายังตนบ้าง แต่ยังไม่ระบุวัน ซึ่งพยานปากอื่นที่ไม่ได้เซ็นต์รับ คงไม่เสียขวัญเพราะถูกย้ายหมดแล้ว ยืนยันว่าการออกมาในครั้งนึ้ ไม่ได้ท้าชนใคร เพราะต้องการให้ความจริงปรากฎ เนื่องจากโครงการไบโอเมตริกซ์เป็นสมบัติชาติ และมีมูลค่าถึง 2,000 ล้านบาท

 

ส่วนการที่ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ไปร้องเรียนกับ ป.ป.ช.นั้นก็เป็นช่วงหลังจากตนเซ็นต์หนังสือเอง และไม่ได้บอกใคร ก็ถือว่าทนายตั้ม ทำหน้าที่ในภาคประชาชน อาจมีคนอาจพอใจหรือไม่ก็ได้ แต่ตนก็ต้องยึดผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเป็นหลัก

“ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการชิงตำแหน่ง หรือกลับไปดำรงตำแหน่งกับตำรวจด้วยวิธีการแบบนี้ แม้จะอยากกลับ เพราะตนเป็นตำรวจอาชีพ กลับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอทำหน้าที่ข้าราชการให้ดีที่สุด เพราะหลังจากโดนย้ายออกก็เก็บตัวมาเป็นปี และไม่ได้ไปร้องเรียนที่ไหน รวมถึงไม่มีสื่อได้สัมภาษณ์” อดีต ผบช.สตม. กล่าว

………………………………………..
#ภาพข่าว : เล็ก Cop Hero Thailand รายงาน