สกู๊ป  ความป่วยไข้ของทะเลสาบสงขลา จะมีรัฐบาลไหนเป็นผู้เยียวยา

สกู๊ป  ความป่วยไข้ของทะเลสาบสงขลา จะมีรัฐบาลไหนเป็นผู้เยียวยา

 


ทะเลสาบสงขลา เป็นทะเลสาบ ซี่งคนทั้งประเทศรู้จักกันดี และแม้แต่คำขวัญของ จังหวัดสงขลา ว่า “นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเลฯ ประโยคที่ว่า”เมืองใหญ่สองทะเล”นั้นย่อมหมายถึง ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นที่อาศัยของบรรดา”นกน้ำ” แห่ง อุทยานนกน้ำคูขุด ด้วยนั้นเอง
พื้นที่ทะเลสาบสงขลานั้นกว้างขวาง ครอบคลุมพื้นที่ อ.สทิงพระ,กระแสสินธุ์ และ อ.ระโนด จ.สงขลา และ อ.ปากพะยูน,บางแก้ว,เขาชัยสน และ ควนขนุน จ.พัทลุง มีเนื้อที่ 1,000 ตารางกิโลเมตร ในอดีตนอกจากเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของในหลายจังหวัดรอบๆ ทะเลสาบแล้ว ยังเป็นเส้นทาง คมนาคม”เดินเรือ”ที่สำคัญของคน จังหวัดพัทลุง และสงขลาอีกด้วย
ปัจจุบัน ทะเลสาบสงขลา ยังมีความสำคัญในด้านแหล่งอาหาร เป็นที่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งของคนที่อาศัยอยู่รายรอบทะเลสาบใน 2 จังหวัด และเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญ เพราะเป็นที่ตั้งของ อุทยานนกน้ำคูขุด อ.สทิงพระ และทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งเป็น”เขตห้ามล่า”และยังเป็นพื้นที่”แรมซาร์ไซน์” หรือพื้นที่ชุ่มน้ำอีกด้วย
และรอบๆ ทะเลสาบสงขลา ทั้งใน จังหวัดพัทลุง ในหลายๆอำเภอ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมาท่องเที่ยวเพื่อชมความเป็นธรรมชาติ และมีของกินและของที่ระลึก มากมาย ที่มีแหล่งที่มาจาก ทะเลสาบแห่งนี้


แต่…เป็นที่น่าเสียดาย ที่ ณ วันนี้ทะเลสาบสงขลา ถ้าเป็นคนก็ตกอยู่ในสภาพของการ”ป่วยไข้” อาการหนัก ที่รอการ”เยียวยา” เพื่อที่จะได้”ฟื้นคืน” สู่สภาพของทะเลสาบที่สมบูรณ์ เพื่อกลับมาเป็น แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิดหน้าชูตาของคนทั้ง 2 จังหวัด รวมทั้งเป็นพื้นที่ ป้องกันอุทกภัย ในพื้นที่ จ.สงขลา พัทลุง และ นครศรีธรรมราชบางส่วน
วันนี้ของ ทะเลสาบสงขลา ถูกปล่อยให้”ตื้นเขิน” หากไม่ใช่ในฤดูฝน ผู้คนสามารถเดินในทะเลสาบแห่งนี้ได้อย่างสบาย เพราะบางแห่งน้ำสูงแค่ 1 เมตรเท่านั้น ความ ตื้นเขินของทะเลสาบสงขลา ย่อมมาจาก สิ่งต่างๆ จาก แม่น้ำ ลำคลอง ที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา มาหลายสิบปี โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหน เป็นผู้รับผิดชอบ ในการบริหารจัดการ เพื่อแก้ปัญหาของทะเลสาบแห่งนี้
ความตื้นเขินที่เกิดขึ้นกับทะเลสาบสงขลา ส่งผลให้ไม่สามารถรับน้ำจากพื้นที่ต่างๆในฤดูฝนที่ไหลลงสู่ทะเลสาบแห่งนี้ ทำให้พื้นที่ต่าง ที่อยู่ติดกับพื้นที่ทะเลสาบสงขลา ถูกน้ำท่วมขัง สร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เช่นในพื้นที่ อ.ระโนด ,กระแสสินธุ์ สทิงพระ รวมทั้งใน อ.หาดใหญ่ ที่น้ำไหลลงสู่ทะเลสาบไม่ทัน และอีกหลายอำเภอของ จ.พัทลุง และบางอำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช
และอีกปัญหา ที่เป็นการ ทำลาย ทะเลสาบสงขลา ให้เสียหายทั้งในด้านความ”ตื้นเขิน” และการทำลาย”ภูมิทัศน์” ของจังหวัดอย่างน่าเสียดาย คือ การรุกล้ำ เพื่อการทำประมงที่ผิดกฎหมาย จำพวก”โพงพาง” ไซนั่ง” และ ไอ้โง่” ซึ่ง คสช. ได้ออกกฎหมาย ว่าเป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ให้ดำเนินการ แก้ไข อย่าให้มีอย่างเด็ดขาด


ปัญหาของ”โพงพาง” และอื่นๆ ที่เป็นเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย ในทะเลสาบสงขลานั้น นอกจากจะเป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการ รุกล้ำ ทำการประมงใน”ร่องน้ำ”ของการเดินเรือประมง และพาณิชย์ ที่สร้างความเดือดร้อน ให้เกิดขึ้นกับการเดินเรือ จนเป็นปัญหาเรื้อรัง เกิดการ”พิพาท” ระหว่างเจ้าของ”โพงพาง” กับ เจ้าของเรือ ที่เดินเรือไปชน”โพงพาง” และต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเจ้าของ”โพงพาง” จนมีการกล่าวขานว่า”โพงพาง” ที่รุกล้ำร่องน้ำเดินเรือ ไม่ได้ทำเพื่อ”ดักปลา” และมีเจตนาที่จะ”ดักเรือ” เพื่อ เรียกค่าเสียหาย
การที่ “โพงพาง” รุกล้ำ ร่องน้ำ ย่อมมีความผิด ซึ่งผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย ย่อมหมายถึง”เจ้าท่า” และประมงจังหวัด แต่ที่ผ่านมา ไม่มีการดำเนินการ”เอาผิด” กับผู้ทำผิดกฎหมาย เนื่องจากกลัวว่า จะมีการ”ประท้วง” จาก กลุ่มประมงผู้ทำผิดกฎหมาย ดังนั้นทุกฝ่าย แม้แต่”จังหวัด” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการ”บูรณาการ” กับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อการแก้ไข ก็ไม่มีการดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหา และการ”เยียวยา” ทะเลสาบแห่งนี้
ล่าสุด เมื่อเดือน กรกฎาคม กองทัพเรือ ได้โอนเงินงบประมาณ เพื่อใช้ในการรื้อถอน”โพงพาง” และเครื่องมือประมงอื่นๆ ที่ผิดกฎหมาย ออกจากทะเลสาบสงขลา จำนวน 2,100,000 บาทเศษ เพื่อเป็น”เบี้ยเลี้ยง” เจ้าหน้าที่และค่าดำเนินการอื่นๆ ซึ่งขณะนี้งบประมาณทั้งหมดอยู่ที่ประมงจังหวัดสงขลา และประมงจังหวัดสงขลา ได้เสนอแผนงานให้กับ จังหวัดสงขลา เป็นผู้”ดำเนินการ”ตามแผนในการ รื้อถอน”โพงพาง” และ เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย แต่จนถึงบัดนี้ ใกล้สิ้นปีงบประมาณ จังหวัดยังไม่มีแผน ในการดำเนินการ รื้อถอน”โพงพาง” และ เครื่องมือประมงผิดกฎหมายแต่อย่างใด และอาจจะต้องส่ง เงินงบประมาณคืน หากไม่มีการดำเนินการ


ในอดีต เมื่อปี 2558 ที่ผ่าน ครั้งที่นายธำรง เจริญกุล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ใช้งบประมาณที่ได้รับความร่วมมือจาก บริษัทเดินเรือ ที่เดือนร้อนกับ”โพงพาง” ที่สร้างไว้เพื่อ”ดักเรือ” แก้ปัญหาโดยการ”พูดคุย” กับเจ้าของ”โพงพาง” ที่สร้างกีดขวางร่องน้ำเดินเรือ ให้รื้อออกไป จนสามารถได้”ร่องน้ำ” ในทะเลสาบคืนมา ทำให้แก้ปัญหาในการเดินเรือไปได้ แต่หลังจากที่นายธำรง พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา”โพงพาง” เหล่านั้น ก็ถูกสร้างขึ้นมาเต็มท้องทะเลสาบอีกครั้ง และรุกล้ำร่องน้ำ โดย 3 ปี ที่ผ่านมา มีผู้ว่าราชการจังหวัด เข้ามานั่งในตำแหน่ง”เจ้าเมือง” 2 คน แต่ ไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้าย ณ วันนี้ ทะเลสาบสงขลา กลายเป็นพื้นที่”โพงพาง” ที่ยังเหลืออยู่ และไม่ได้รับการแก้ไขเพียงจังหวัดเดียวของภาคใต้
การ เยียวยา ทะเลสาบสงขลา ต้องรื้อถอน”โพงพาง” ที่ รุกล้ำร่องน้ำออกไปโดยด่วน และต้องดำเนินการ ขุดร่องน้ำ ตั้งแต่ จุดเริ่มต้นของร่องน้ำ จนถึง อ.ปากพะยูน ระยะทางรวม 40 กว่า กิโลเมตร เพื่อเป็นการเปิดร่องน้ำในทะเลสาบสงขลา เป็นการ เยียวยา อันดับแรก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมีแผนในการฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาให้พ้นจากสภาพวิกฤติ ซึ่งแผนในการฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา มีทำไว้อย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ไม่มี”เจ้าภาพ” ที่ เอาจริง ในการผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการ เนื่องจากการฟื้นฟู ทะเลสาบสงขลา เป็นแผนระยะยาว และต้องใช้งบประมาณจากส่วนกลาง เพราะเกินกำลังของหน่วยงานในภูมิภาคที่มีอยู่


หลายนายกรัฐมนตรี เคยมาดูปัญหาของทะเลสาบสงขลา หลายนายกรัฐมนตรีเคยมาเยียวยาประชาชนที่ประสพอุกทกภัยในจังหวัดสงขลา ต่างรับรู้ว่า การแก้ปัญหา อุทกภัย ต้อง ทำการ”ฟื้นฟู” ทะเลสาบสงขลา แต่สุดท้าย การฟื้นฟู ทะเลสาบสงขลา ก็เป็นแค่”กระดาษ” ที่อยู่ในแฟ้ม เพราะแม้แต่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเคยเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และรับรู้เรื่องวิกฤติของทะเลสาบแห่งนี้ ก็ไม่เคยที่จะมีแผนในการแก้วิกฤติของจังหวัดสงขลาแต่อย่างใด
ทั้งหมดคือ”ชะตากรรม” ของทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นทะเลสาบสำคัญที่เคย”สวยงาม” ของภาคใต้ ที่หากยังไม่มีรัฐบาลไหนเห็นความสำคัญ และทำการเยียวยา ในอนาคต ทะเลสาบแห่งนี้ อาจจะกลายเป็น”แอ่งน้ำ” ขนาดใหญ่ สำหรับรองรับสิ่ง “ปฏิกูล” ที่ถูกปล่อยจากแม่น้ำต่างๆ เท่านั้นเอง

ปรีชา สถิตเรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา