รองผบช. ทท. รวบผู้ต้องหาที่แอบอ้างเป็น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. รับวิ่งเต้น – โยกย้าย – ซื้อขายตำแหน่ง (ชมคลิปคลิกๆ )

 รองผบช. ทท. รวบผู้ต้องหาที่แอบอ้างเป็น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. รับวิ่งเต้น – โยกย้าย – ซื้อขายตำแหน่ง

​​
วันที่ 19 พ.ค. 2561 มีผู้เสียหายมาร้องเรียนเกี่ยวกับการแอบอ้างเป็น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.รับเงินซื้อขายตำแหน่งของข้าราชการตำรวจในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ในวาระการแต่งตั้งประจำปี พ.ศ.2560 ระดับชั้นสัญญาบัตร ของรองผู้บังคับการถึงสารวัตร และระดับรองสารวัตรถึงระดับชั้นประทวน เหตุเกิดระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2560 จนถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 มีปู้เสียหาย 6 ราย มูลค่าความเสียหาย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4,210,000 บาท ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำการสืบสวนรวบรวบพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา

โดยนายไพจิตร์ สายยา ได้หลอกลวงผู้เสียหายรายที่ 1 โดยใช้โทรศัพท์และอ้างตัวเป็น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ(191) พูดตุยกับผู้เสียหายรายที่ 1 เรื่อยมาจนกระทั่งกลางปี พ.ศ. 2560 ทำให้ผู้เสียหายรายที่ 1 หลงเชื่อโดยสนิทใจว่าบุคคลที่คุยด้วยนั้น คือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล จริง ต่อมาก่อนที่จะมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี พ.ศ.2560 ผู้ต้องหาได้อ้างว่าตนสามารถโยกย้ายให้ข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งในระดับสูงขึ้นหรือย้ายไปอยู่ในพื้นที่ๆต้องการได้ ซึ่งผู้ต้องหาได้สั่งการให้ผู้เสียหายรายที่ 1 เป็นผู้จัดหาข้าราชการตำรวจที่มีความต้องการโยกย้ายและรวบรวมค่าดำเนินการทั้งหมดมาไว้ที่บัญชีของผู้เสียหายรายที่ 1 ก่อนที่จะโอนเงินเข้าไปยังบัญชีของผู้ต้องหา โดยมีการตกลงกันระหว่างผู้ต้องหาและผู้เสียหายว่าจะต้องจ่ายเงินค่ามัดจำเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งก่อน ของแต่ละคนตามที่ได้ตกลงกันไว้ โดยมีมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 6 ราย ดังต่อไปนี้
1. ผู้เสียหายรายที่ 1​ มูลค่าความเสียหาย ​510,000 ​บาท
2 . ผู้เสียหายรายที่ 2 ​มูลค่าความเสียหาย ​500,000 ​บาท
3. ผู้เสียหายรายที่ 3 ​มูลค่าความเสียหาย 2,500,000​ ​บาท
4. ผู้เสียหายรายที่ 4 ​มูลค่าความเสียหาย ​100,000 ​บาท
5. ผู้เสียหายรายที่ 5 ​มูลค่าความเสียหาย ​500,000 ​บาท
6. ผู้เสียหายรายที่ 6 ​มูลค่าความเสียหาย ​100,000 ​บาท



เมื่อคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายทั้งสองมีผลแล้ว ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้ง 6 ราย ไม่ได้โยกย้ายตามที่ตกลงกันไว้ ผู้เสียหายทั้ง 6 ราย จึงทวงถามไปยังผู้ต้องหา กลับได้คำตอบว่า ต้องรอคำสั่งในวาระหน้าจะดำเนินการให้ได้อย่างแน่นอน แต่ไม่มีการคืนเงินทั้งหมดให้ผู้เสียหายแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้ง 6 ราย เกิดความสงสัยในตัวผู้ต้องหาว่าเป็น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล จริงหรือไม่ จึงได้มาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ที่ สภ.ศรีสงคราม จ.นครพนม

ปู้เสียหายเข้ามา ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน จึงทำการสืบสวนจนทราบว่า คนร้ายได้ใช้บัญชีธนาคารออมสิน ชื่อบัญชี นายไพจิตร์ สายยา เลขที่บัญชี 020117110203 เพื่อใช้รับเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย และจากการตรวจสอบข้อมูลทางการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานมอบให้พนักงานสอบสวนขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดนครพนม ตามหมายจับที่ จ.94/2561 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ข้อหา “ ฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นคนอื่น ” และในส่วนความผิดส่วนบุคคล ซึ่งมี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. เป็นผู้เสียหายในข้อหา พรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 “ โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาตามหมายจับพักอาศัยอยู่บริเวณ สุขไทยอพาร์ทเมนท์ ซอยอ่อนนุช 46 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จึงวางกำลังเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์จนกระทั่งพบผู้ต้องหาเดินออกมาจากที่พักจึงทำการจับกุมและตรวจค้นผู้ต้องหาพบของกลางที่ใช้ในการกระทำผิดและได้มาจากการกระทำความผิดดังต่อไปนี้

เบญจมาศ อักษรนิตย์ รายงาน